ได้เวลา อิตาลี ฟื้นคืนชีพจากยุคตกต่ำ – FEATURE

ได้เวลา อิตาลี ฟื้นคืนชีพจากยุคตกต่ำ – FEATURE

สามารถเรียกศรัทธาจากแฟนบอลกลับคืนมาได้แล้ว สำหรับทัพลูกหนัง “อัซซูรี” อิตาลี อดีตแชมป์ฟุตบอลโลกถึง 4 สมัยเลยทีเดียว หลังจากที่ต้องเผชิญหน้ากับช่วงเวลาแห่งความตกต่ำมานานหลายปี นับตั้งแต่ตอนที่ไม่ได้ไปโชว์ฝีเท้าในศึกฟุตบอลโลก 2018 เพราะพลาดท่าตกรอบคัดเลือกไปแบบพลิกความคาดหมายนั่นเอง จึงต้องใช้เวลาสร้างทีมใหม่เพื่อให้พ้นจากยุคมืดอยู่นานหลายปีเลย เพื่อให้สามารถกลับมาจรัสแสงในศึก ยูโร 2020 ได้สำเร็จ
Roberto Mancini
Italy v Switzerland – UEFA Euro 2020: Group A / Claudio Villa/Getty Images
ย้อนหลังกลับไปในช่วงกลางปี 2018 อิตาลี ได้ประกาศแต่งตั้ง โรแบร์โต้ มันชินี่ อดีตนักเตะชื่อดังในช่วงทศวรรษ 90 เป็นกุนซือคนใหม่ เพื่อให้เข้ามาช่วยกอบกู้วิกฤติที่เกิดขึ้นในยุคของ จาน ปิเอโร เวนตูร่า โค้ชจอมเก๋าที่ไม่สามารถพาทีมผ่านเข้าเล่นรอบสุดท้ายในศึกฟุตบอลโลก 2018 จึงโดนไล่ออกจากตำแหน่งในช่วงปลายปี 2017 โดย มันชินี่ เคยฝากฝีมือจากการงานคุมทีมระดับสโมสรเอาไว้มากมายเลย และประสบความสำเร็จจากการคว้าแชมป์ได้แบบต่อเนื่องเลยด้วย ซึ่งรวมถึงตอนสมัยที่คุมทีม อินเตอร์ มิลาน ในบ้านเกิด และ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ในศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ด้วยเช่นกัน

ในช่วงแรกของการทำหน้าที่คุมทัพลูกหนัง “อัซซูรี่” แม้จะทำผลงานได้ไม่น่าประทับใจเอาเสียเลย โดยคว้าชัยได้เพียงนัดเดียวจากการคุมทีมในช่วง 6 เกมแรก ซึ่งรวมถึงเกมที่บุกไปแพ้ โปรตุเกส 0-1 ในศึกฟุตบอลยูฟ่า เนชั่นส์ลีก เมื่อเดือน ต.ค. ปี 2019 แต่นั่นคือเกมสุดท้ายที่ได้ลิ้มรสของความปราชัย เพราะหลังจากนั้น มันชินี่ ไม่เคยนำทีมบ้านเกิดพบกับความพ่ายแพ้อีกเลยจนถึงปัจจุบัน จึงสามารถฟื้นคืนชีพจากยุคมืด และหวนกลับมาเป็นทีมระดับหัวแถวของโลกได้แล้วด้วย

ก่อนหน้านี้ มันชินี่ ได้ลงมือสร้างทีมของเขาแบบลองผิดลองถูกในตำแหน่งต่างๆ มาแบบเรื่อยๆ และพร้อมเรียกนักเตะจากสโมสรเล็กๆ ได้เข้ามารับใช้บ้านเกิดแบบต่อเนื่องเลยด้วย ไม่ว่าจะเป็น อตาลันต้า, ซาสซูโอโล่ รวมถึง โตริโน่ เป็นต้น เพื่อเปิดโอกาสให้พวกแข้งสายเลือดใหม่ได้โชว์ศักยภาพในเกมระดับชาตินั่นเอง เพราะไม่ได้ยึดติดว่าจะต้องมาจากทีมใหญ่ๆ เพียงอย่างเดียวเท่านั้น โดยมีการเรียกตัวผู้เล่นมาใช้งานในช่วงตลอดระยะเวลาของการคุมทีมมาแล้วถึง 3 ปีมากกว่า 60 คนเลยทีเดียว จึงได้ใจบรรดาพ่อค้าแข้งที่พร้อมลงเล่นด้วยความมุ่งมั่นเพื่อเจ้านายของพวกเขาไปด้วยเลย

แน่นอนว่า ศึกฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป ครั้งที่ 16 หรือ ยูโร 2020 คือทัวร์นาเมนต์แก้ตัวของทัพลูกหนัง “อัซซูรี่” เพื่อลบล้างความผิดหวังจากตอนที่ไม่ได้ไปเล่นรอบสุดท้ายในศึกฟุตบอลโลก 2018 นั่นเอง ทั้งนี้ มันชินี่ สามารถตามหาทีมที่ลงตัวได้ตั้งแต่ในช่วงของเกมรอบคัดเลือกเสียด้วยซ้ำ จึงได้ผ่านเข้ารอบด้วยสถิติเก็บชัยชนะได้ทั้ง 10 เกมเลยด้วย โดยถูกสลากให้อยู่ในกลุ่ม เอ ร่วมสายเดียวกับ ตุรกี, สวิตเซอร์แลนด์ รวมถึง เวลส์ และสามารถผ่านเข้าสู่รอบ 16 ทีมสุดท้ายได้เป็นชาติแรกในช่วงหลังลงเตะไปเพียง 2 เกมเท่านั้น

Manuel Locatelli
มานูเอล โลคาเตลลี่ / Quality Sport Images/Getty Images
อิตาลี เปิดหัวนัดแรกในศึกยูโร 2020 ได้แบบสวยหรูจากเกมเปิดสนามที่ไล่ต้อน ตุรกี แบบขาดลอย 3-0 ส่วนนัดที่ 2 ยังแรงไม่ตกไล่ถล่ม สวิตเซอร์แลนด์ 3-0 และในช่วงหลังจบได้สถิติไร้พ่ายจากการลงเล่นในทุกรายการถึง 30 นัดติดต่อกันด้วย จึงได้ตบเท้าผ่านเข้ารอบแบบไม่ต้องรอลุ้นผลในนัดสุดท้ายไปเลย นอกจากนี้ทัพลูกหนัง “อัซซูรี่” ในยุคของกุนซือ มันชินี่ ยังได้ปลุกปั้นนักเตะที่เคยไร้ชื่อเสียงให้โด่งดังเป็นพลุแตกได้แล้วหนึ่งราย นั่นก็คือ มานูเอล โลคาเตลลี่ กองกลางหมายเลข 5 ที่คุมเกมในแผงมิดฟิลด์ได้อย่างโดดเด่น และสามารถเติมเกมรุกขึ้นไปยิงประตูได้อีกต่างหาก

แม้จะเคยได้แชมป์ฟุตบอลโลกมาแล้วถึง 4 สมัย ในปี 1934, 1938, 1982 และ 2006 แต่ทัพลูกหนัง “อัซซูรี่” เพิ่งเคยสัมผัสแชมป์ยุโรปเพียงแค่ครั้งเดียวเท่านั้น โดยได้ชูถ้วยแชมป์ในศึกยูโร 1968 เมื่อ 53 ปีก่อนโน้นเลย และตอนนี้ก็ได้เวลาฟื้นคืนชีพจากยุคมืดเพื่อจรัสแสงในศึก ยูโร 2020 เพราะมีจุดหมายหลักคือการฝันไกลไปถึงบัลลังก์แชมป์เพื่อลบล้างความผิดหวังจากตอนที่อดไปโชว์ฝีเท้าในรอบสุดท้ายของศึกฟุตบอลโลก 2018 ให้หมดสิ้นไปเลย

Share

Written by:

80 Posts

View All Posts
Follow Me :

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *